บทเรียน

โครงสร้างของโลก

 โลกเป็นดาวเคราะห์หินในระบบสุริยะ ในยุคแรกโลกเป็นของเหลวหนืดร้อน ต่อมาเมื่อเย็นตัวลงของเหลวชั้นนอกแข็งตัวเกิดเป็นเปลือก เมื่อโลกเย็นตัวลงมากกลุ่มแก๊สและน้ำจะรวมตัวกันเป็นเมฆ แล้วกลั่นตัวกลายเป็นฝนตกลงมา เกิดเป็นทะเลและมหาสมุทร รวมทั้งการเกิดและวิวัฒนาการของมนุษย์ บริเวณภายในและบนพื้นโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดกระบวนการต่าง ๆ ขึ้นซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์

โครงสร้างของโลก
    นักวิทยาศาสตร์แบ่งโครงสร้างโลกได้ 3 ส่วน คือ เปลือกโลก เนื้อโลก และแก่นโลก
    เปลือกโลก
    เปลือกโลกเป็นชั้นนอกสุด แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เปลือกโลกที่ปกคลุมมหาสมุทร และเปลือกโลกที่ปกคลุมทวีป ชนิดของหินที่เป็นส่วนประกอบของเปลือกโลกที่ปกคลุมมหาสมุทรและทวีปก็แตกต่างกัน การเปรียบเทียบโครงสร้างของเปลือกโลกที่ปกคลุมมหาสมุทรและทวีป
นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาความแตกต่างเฉพาะของเปลือกโลก และแบ่งเปลือกโลกเป็น 2 ชั้น ตามลำดับจากผิวโลก ดังนี้

        (1) เปลือกโลกชั้นบน (outer crust) เป็นหินแกรนิตของเปลือกโลกส่วนที่เป็นทวีป คือ หินไซอัล (sial) ที่ประกอบด้วยสารประกอบซิลิกา (silica) และอะลูมินา (alumina)
        (2) เปลือกโลกชั้นล่าง (inner crust) เป็นหินบะซอลต์ของเปลือกโลกส่วนที่เป็นท้องมหาสมุทร และรองอยู่ใต้หินไซอัล คือ หินไซมา (sima) ที่ประกอบด้วยสารประกอบซิลิกา (silica) และแมกนีเซีย (magnesia)

    เนื้อโลก
    เนื้อโลกอยู่ถัดลงไปจากชั้นเปลือก ส่วนบนสุดจะประกอบด้วยหินเนื้อแข็ง บางส่วนเปราะและแตกเป็นแผ่น ส่วนบนนี้รวมตัวกับชั้นเปลือกโลกเรียกว่า ธรณีภาค (lithosphere) ถัดลงไปเป็นชั้นหินที่ร้อน มีความอ่อนตัวและยืดหยุ่น เรียกชั้นนี้ว่า ฐานธรณีภาค (asthenosphere) ชั้นนี้มีหินที่ละลายเป็นสารหนืดเรียกว่า หินหนืด หรือ แมกมา (magma) ซึ่งประกอบด้วยแก๊ส เช่น ไอน้ำ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ และกรดไฮโดรคลอริก
    แก่นโลก
    แก่นโลกเป็นส่วนที่อยู่ลึกสุด ประกอบด้วยธาตุเหล็กและนิกเกิล แบ่งเป็น 2 ชั้น คือ
        (1) แก่นโลกชั้นนอก (outer core) เป็นชั้นของเหลวร้อนจัด ประกอบด้วยธาตุเหล็กและนิกเกิลหลอมละลายปนกันอยู่ ขณะที่โลกหมุนแก่นโลกส่วนนี้จะเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ คาดว่าทำให้เกิดสนามแม่เหล็กโลก
        (2) แก่นโลกชั้นใน (inner core) อยู่ถัดจากแก่นโลกชั้นนอกจนถึงจุดศูนย์กลางของโลก ประกอบด้วยธาตุเหล็กและนิกเกิลที่ถูกอัดด้วยความดันและอุณหภูมิสูงมากจนกลายเป็นของแข็ง
แต่ละชั้นของโลกมีลักษณะที่ต่างกัน ส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในโลกทำให้โลกมีการเปลี่ยนแปลง ก่อให้เกิดการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณีภาค และเกิดปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา เช่น แผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุ