สรปเนื้อหาภายในบทเรียน

สรุปรายวิชา โลก ดาราศาสตร์และอวกาศ โดยครูสิปป์แสง สุขผล ปีการศึกษา 2556 22 กุมภาพันธ์ 2556 อายุทางธรณีวิทยาแบ่งเป็น 2 แบบคือ อายุเปรียบเทียบ และอายุสัมบูรณ์ อายุเปรียบเทียบ (relative age) เป็นอายุหินเปรียบเทียบซึ่งบอกว่าหินชุดใด มีอายุมาก หรือน้อยกว่ากัน อายุ เปรียบเทียบหาได้โดยอาศัยข้อมูลจากซากดึกดาบรรพ์ที่ทราบอายุ ลักษณะการลาดับชั้นของหินชนิดต่าง ๆ และ ลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยาของหิน แล้วนามาเทียบสัมพันธ์กับช่วงเวลาทางธรณีวิทยาที่เรียกว่า ธรณีกาล (geologic time) ก็จะสามารถบอกอายุของหินที่เราศึกษาได้ว่าเป็นหินในยุคไหน หรือมีช่วงอายุเป็นเท่าใด อายุสัมบูรณ์ (absolute age) เป็นอายุของหิน หรือซากดึกดาบรรพ์ ที่สามารถบอกเป็นจานวนปีที่ค่อนข้าง แน่นอน การหาอายุสัมบูรณ์ใช้วิธีคานวณจากครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสีที่มีอยู่ ในหิน หรือซากดึกดาบรรพ์ที่ ต้องการศึกษา ธาตุกัมมันตรังสีที่นิยมนามาหาอายุสัมบูรณ์ ได้แก่ ธาตุคาร์บอน–14 ธาตุโพแทส เซียม–40 ธาตุ เรเดียม-226 และธาตุ ยูเรเนียม-238 เป็นต้น ซากดึกดาบรรพ์ คือ ซากของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น เมือตายลงซากก็ถูก ทับถมและ ฝังตัวอยู่ในชั้นหินตะกอน ซากดึกดาบรรพ์ดัชนี หมายถึง ซากดึกดาบรรพ์ที่บอกอายุได้แน่นอน เนื่องจากเป็นซากดึกดาบรรพ์ที่มีวิวัฒนาการ ทางโครงสร้างและรูปร่างอย่างรวดเร็ว มีความแตกต่างในแต่ละช่วงอายุอย่างเห็นเด่นชัด ประเทศไทยมีการค้นพบซากไดโนเสาร์ครั้งแรกที่ อาเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่นคือ ไดโนเสาร์ประเภทเดินสี่เท้า กินพืชเป็นอาหาร คอและหางยาว ซากไดโนเสาร์ที่พบส่วนมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในชั้นหินทรายแป้ง เป็นหินอยู่ในยุคไทรแอสสิกตอน ปลายถึงยุคครีเตเชียสตอนกลาง ซากดึกดาบรรพ์ที่เป็นพืชที่เคยพบในไทยได้แก่ ใบไม้ ละอองเรณู สปอร์ สาหร่ายทะเลและไม้กลายเป็นหิน ลักษณะของซากดึกดาบรรพ์ที่ปรากฏในปัจจุบันมีลักษณะหลายประการ คือ 1.แข็งกลายเป็นหิน 2.อยู่ใสภาพแช่ แข็ง 3.ถูกอัดในยางไม้หรืออาพัน หินที่สามารถเก็บรักษาซากดึกดาบรรพ์ได้ดีคือ หินตะกอน เนื่องจาก ซากดึกดาบรรพ์นั้นเกิดได้ยาก เนื่องจากใน ธรรมชาติวัตถุต่างๆ ย่อมเกิดการสลายตัวไปตามกาลเวลา การเกิดเป็นซากดึกดาบรรพ์ได้นั้นมักจะเกิดจากการที่ ซากนั้นได้รับการปกป้องห่อหุ้มไปด้วยการทับถมของตะกอนต่างๆ ดังนั้นซากดึกดาบรรพ์จึงมักจะพบได้ในชั้นหิน ตะกอน หิน (Rock) เป็นมวลของแข็งที่ประกอบด้วยแร่ชนิดเดียวหรือหลายชนิดรวมตัวกันอยู่ตามธรรมชาติ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1. หินอัคนี , หินตะกอนหรือหินชั้น , หินแปร เมื่อนากรดมาหยดบนหินปูน จะเกิดฟองอากาศ หรือเกิดฟองฟู่ การศึกษาธรณีประวัติทาให้ได้ประโยชน์คือ นาข้อมูลไปใช้ในการวางแผนพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้ เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม สารวจหาทรัพยากรธรณี

อ้างอิงhttps://www.slideshare.net/ssusera6b869/ss-16697410